บันทึกการเรียนครั้งที่ 6
วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563
เวลา 13:30 - 16:30 น.
เนื้อหาที่เรียน
สรุปบทความของตัวเองเรื่อง ดูดนิ้ว
การดูดนิ้วในเด็กขวบปีแรก ถือเป็นเรื่องธรรมชาติค่ะ ยังไม่เป็นพฤติกรรมผิดปกติ เพราะการที่เขาดูดนิ้วก็เพื่อต้องการสื่อสารหรือแสดงออกว่าเขาต้องการอะไรดังนั้น ต้องสังเกตว่าลูกมีการดูดนิ้วตอนไหน ดูดเวลามีอารมณ์อย่างไร เพื่อคุณพ่อคุณแม่จะได้รู้ว่าเขาต้องการอะไรและสามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสม แต่ถ้าไม่มีการตอบสนองที่ดี ปล่อยให้ลูกดูดนิ้ว เพราะคิดว่าดูดแล้วไม่ร้อง อาจมีปัญหาตามมาได้นะคะ
ดูดนิ้วแบบไหน ผิดปกติ
ถ้าลูกดูดนิ้วบ่อย ต้องการอะไรก็ดูดนิ้ว โดยเฉพาะถ้าเป็นวัย 5-6 เดือนไปแล้ว ที่ลูกน้อยสามารถออกเสียงอ้อแอ้ บอกความต้องการได้ แต่ลูกกลับใช้วิธีการดูดนิ้วอย่างเดียว ก็ควรเริ่มแก้ไข และสังเกตพฤติกรรมของลูกให้มากขึ้น เพราะถ้าปล่อยไว้ จะทำให้เขาติดดูดนิ้วไปเรื่อยๆ
สรุปบทความเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยของเพื่อน
เรื่องแก้ปัญหาเด็กเลือกกิน
(น.ส.วิลัยพร ไชยสุระ)
วิธีการ
1. กินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตา
เวลาอาหารถือเป็นเวลาที่อบอุ่นสำหรับครอบครัว การได้กินอาหารพร้อมกันเป็นการสร้างบรรยากาศที่ลูกจะซึมซับความอบอุ่น มีโอกาสได้พูดคุยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ลูกอาจได้รับเสียงชมและเชียร์เวลาที่กินข้าวได้หลายคำ นอกจากนี้ควรให้เด็กได้มีส่วนร่วม ทำให้เด็กรู้สึกสนุกไปกับการกินด้วย เช่น ให้ลูกช่วยหยิบช้อน หรือจัดโต๊ะอาหาร เตรียมน้ำดื่ม
2. ควรกินอาหารเป็นเวลา
ตามมื้ออาหาร อย่างสม่ำเสมอจนเกิดความเคยชิน เพราะจะทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่าเวลานี้คือเวลาที่ต้องกินข้าวแล้ว และระหว่างกินอาหารไม่ควรทำสิ่งอื่น เช่น เปิดโทรทัศน์ไปด้วย หรือเล่นมือถือ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวดึงความสนใจของเด็กออกจากอาหาร
3. จำกัดปริมาณให้พอเหมาะ
การเตรียมอาหารให้มีขนาดชิ้นเล็กพอดีคำ เคี้ยวง่าย ก็สำคัญ เพราะอาหารที่มีขนาดใหญ่เกินไป หรือปริมาณเยอะไป อาจทำให้เด็กไม่อยากกินเพราะกลัวกินไม่หมด เวลาที่จะตักอาหารให้ลูกจึงควรตักแต่น้อย หากยังไม่อิ่มค่อยตักเพิ่มทีละน้อย เพื่อให้เขากินหมดได้ เมื่อเขากินหมดได้ก็จะเกิดความภูมิใจ
4. ปรับเปลี่ยนเมนูบ้าง
การจะฝึกให้ลูกกินอาหารชนิดใหม่ ๆ ควรจะค่อย ๆ เริ่มทีละน้อย และเวลาที่ให้ลูกกินควรบอกลูกว่า สิ่งนี้ชื่ออะไร อาจจะใช้ตัวละครในนิทานมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับอาหารหรือผลไม้ที่กำลังจะกินนั้น ๆ ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญไม่ควรให้ลูกกินแต่อาหารเดิม ๆ เพราะนอกจากจะทำให้เบื่อแล้ว อาจจะได้สารอาหารไม่ครบถ้วน ซึ่งเด็กควรได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ในแต่ละวัน
5. พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก
เพราะลูกจะเลียนแบบพ่อแม่ทุกเรื่องแม้กระทั่งเรื่องกินก็เช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วถ้าพ่อแม่กินอะไรหรือไม่กินอะไร ลูกก็จะมีพฤติกรรมการกินในแบบเดียวกัน ดังนั้นหากอยากให้ลูกเป็นเด็กกินง่ายไม่เลือกกิน คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีโดยการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ สิ่งไหนที่ไม่อยากให้ลูกกินก็ไม่ควรกินให้ลูกเห็น เช่น ลูกกวาด น้ำอัดลม หรือขนมถุงต่าง ๆ เพราะลูกจะไม่เข้าใจว่าทำไมเขากินไม่ได้ แต่พ่อแม่กินได้
👶เรื่องเมื่อลูกโมโหร้าย หงุดหงิด อาละวาด ทำไงดี👶
(น.ส.กังสดาล สังวรสินธุ์)
เด็กน้อยวัย 3 ปีขึ้นไป จะมีพัฒนาการด้านอารมณ์ที่ชัดเจนมากมีความเป็นตัวของตัวเองสูง และมีการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการอะไร ชอบอะไรหรือไม่พอใจอะไรแน่นอนว่าบางครั้งเด็กน้อยที่อยู่ในวัยนี้ต้องมีอารมณ์โมโห หงุดหงิด ยามไม่ได้ดั่งใจกันแน่ๆ ซึ่งหากเมื่อลูกอาละวาดหรือลงไปชักดิ้นชักงอ สิ่งที่คุณพ่อและคุณแม่ควรทำมากที่สุดคือ ห้ามแสดงอาการโกรธลูก ทำสีหน้าแสดงความไม่พอใจ หรือตอบโต้ด้วยอารมณ์ แต่ให้คุณพ่อและคุณแม่พยายามสูดหายใจเข้า-ออก ลึกๆ ใจเย็นๆ นับ 1-10 เอาไว้
เรื่องการฝึกพฤติกรรมและแก้ไขการพูดในเด็ก
(น.ส.ธนาภรณ์ วงศ์คำหาญ)
ปัญหาเรื่องการพูดของลูกน้อยนับเป็นปัญหาที่คุณแม่สามารถสังเกตได้ง่าย เช่น ลูกพูดช้า พูดไม่ชัด พูดภาษาแปลกๆ หรือลูกไม่พูด และเพื่อให้ได้รับคำอธิบายที่ถูกต้อง คุณแม่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขการพูดซึ่งจะช่วยบำบัดรักษาและแก้ไขการพูดหรือความบกพร่องที่เกิดจากการใช้อวัยวะในการพูดหรือความบกพร่องทางสมองซึ่งมีดังนี้
1. ปัญหาด้านภาษา
ปัญหาด้านภาษาในเด็กที่พบบ่อย ได้แก่ ปัญหาพัฒนาการด้านภาษาล่าช้า สังเกตได้จากการที่เด็กไม่ทำตามคำสั่ง หรือบางครั้งก็ทำ บางครั้งก็ไม่ทำ นอกจากนี้ เด็กในกลุ่มนี้อาจมีปัญหาด้านพฤติกรรมด้วย เช่น ใจร้อน รอคอยไม่ได้ อารมณ์ร้าย เมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็อาละวาด ซึ่งปัญหาทั้งสามอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันได้
2. ปัญหาด้านพฤติกรรม
ปัญหาด้านพฤติกรรมมักเป็นปัญหาเรื่องความไม่นิ่งของเด็ก ทำให้มีผลกระทบต่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะในช่วงก่อนวัยเรียน ช่วงวัยนี้พัฒนาการของเด็กจะดำเนินไปอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นการช่วยเหลือเด็กให้สามารถพัฒนาได้ตามศักยภาพของเขาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
3. ปัญหาด้านการพูด
เด็กที่มีความบกพร่องทางอวัยวะที่ใช้พูด เช่น เด็กปากแหว่งเพดานโหว่ เด็กที่มีเส้นยึดใต้ลิ้นสั้นกว่าปกติ เด็กที่มีปัญหาด้านการได้ยิน ภาวะอาการดังกล่าวทำให้เด็กมีปัญหาด้านการพูดได้ เช่น พูดช้า พูดไม่ชัด
😂เรื่องลูกงอแงไม่อยากไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ทำอย่างไรดี😂
นายณัฐวุฒิ บุรินทร์สุวรรณ
นายณัฐวุฒิ บุรินทร์สุวรรณ
วิธีแก้ปัญหาลูกงอแงไม่อยากไปโรงเรียน
1. คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรแสดงอาการวิตกกังวล แต่ให้นิ่ง ๆ แสดงออกอย่างมั่นคงและอ่อนโยน ให้ลูกรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือเรื่องที่น่ากลัวอะไร
2. คุณพ่อคุณแม่ควรไปรับส่งลูกด้วยตัวเอง เพื่อให้เขารู้สึกมั่นคง ปลอดภัย
3. คุณพ่อคุณแม่อาจชวนลูกคุยให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ขณะแต่งตัวไปโรงเรียน โดยอาจบอกลูกถึงเหตุผลที่ต้องไปโรงเรียนให้เด็ก ๆ ทำความเข้าใจ
4. เมื่อไปถึงโรงเรียนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรบอกเวลาที่จะมารับเขาให้ชัดเจน ด้วยน้ำเสียงมั่นคง และควรมาตามสัญญาเสมอ



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น