วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2563

บันทึกการเรียนครั้งที่ 10



บันทึกการเรียนครั้งที่ 10

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ.2563

เวลา 13:30 - 16:30 น.

🍨เนื้อหาที่เรียน🍨

วันนี้อาจารย์ได้อธิบายเรื่องของการออกเเบบเครื่องมือสังเกตพฤติกรรมเด็กทั้ง 4 ด้าน 10 พฤติกรรมให้สอดคล้องกับวัยเเละพัฒนาการของเด็กปฐมวัย






วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2563

บันทึกการเรียนครั้งที่ 9


บันทึกการเรียนครั้งที่ 9

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2563

เวลา 13:30 - 16:30 น.




สัปดาห์นี้อาจารย์ได้สอนผ่านไลน์สดFacebook 
เรื่อง การเเก้ปัญหาพฤติกรรมเด็ก



🍁ปัจจัยที่มิผลต่อพฤติกรรม🍁
1.สภาพเเวดล้อม 
 2.โรงเรียน

🌽ปัจจัยสำคัญมีอิทธิพลต่อการดูแลเด็ก🌽
-ภูมิหลังพ่อเเม่
-จ้ตวิทยาการเลี้ยงดู เช่น ความรู้เกี่ยวกับ วิธีการดูแลเด็ก

🌺หลักสังเกตว่าพฤติกรรมใดเป็นปัญหาพิจารณาจาก🌺
  •อายุและเกณฑ์ปกติของพัฒนาการ
 •ชนิดของพฤติกรรม
 •ความบ่อยหรือความถี่ของพฤติกรรม
 •ความรุนแรงที่แสดงออก
 •ขีดความอดทนของ พ่อ แม่ ครู ผู้ดูแลเด็ก

🌻 การร้องกลั้นหายใจ 🌻
-  พฤติกรรมการร้องไห้อย่างรุนแรง 
 - ตามด้วยการกลั้นหายใจ
-  พบมากในช่วง อายุ 1-2 ปี
-  ต้องแยกจากอาการชัก

🌸 การช่วยเหลือ 🌸
•ต้องแน่ใจว่าไม่ใช่ชัก
•หลีกเลี่ยงเหตุกระตุ้นทำให้เด็กโกรธ แต่ไม่ใช่ตามใจ
•ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ
•ระวังศีรษะเด็กฟาดพื้น

🌹 การร้องอาละวาด🌹 
•พบบ่อยในช่วงอายุ 2-5 ปี
•ลักษณะการแสดงออก เด็กเมื่อโกรธจะทำลายของ หรือกระทืบเท้า นอนดิ้น กรีดร้อง เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ ตนต้องการ

🌼สาเหตุ 🌼

•ขั้นตอนของพัฒนาการเป็นช่วงที่เด็กมีความดื้อรั้นเอาแต่ใจ
•มักเกิดในช่วงที่มีพัฒนาการของความเป็นตัวเอง คือช่วง autonomy ของเด็ก
•การควบคุมตัวเองและทักษะการแก้ไขความคับข้องใจมีอยู่จำกัด
•เลียนแบบการกระทำของผู้ใหญ่
•พ่อ แม่มีทัศนคติในการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม

🍇 การดูแลแก้ไข 🍇
•อธิบายให้พ่อแม่เข้าใจว่าเป็นพัฒนาการด้านอารมณ์
•ที่ปกติหายได้ด้วยการช่วยเหลือที่เหมาะสม
•ให้รู้จักระบายความโกรธด้วยการพูด
•เมื่อเด็กมีอาการใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจในเด็กเล็กในเด็กโตใช้วิธีอธิบายสั้นๆ
•ชื่นชมและสนใจเมื่อเด็กมีพฤติกรรมดี

🍄การดูดนิ้ว🍄
เป็นเรื่องปกติของเด็กเล็ก
•มักหายไปในช่วงอายุ 3-4 ปี
•ดูดนิ้วมากขึ้น ถ้าเผชิญกับความเครียด
•การทัก ตำหนิ ดึงมือออก จะทำให้เด็กดูดนิ้วมากขึ้น 

🍸คำถามที่พบได้เสมอ🍸
 -อายุ
 -ผลเสีย ที่เกิดจากการดูดนิ้ว
 -การแก้ไข              
อายุ
•ถ้ายังดูดนิ้วหลังจากอายุ 4 ปี จะมีผลเสียที่แก้ไขได้ยาก

🍷ผลเสียจากการดูดนิ้🍷
 1. ปัญหาทางฟัน🌻
    - การสบฟันผิดปกติ
    - เพดานปากผิดรูป (แคบ,สูง)
    - การพัฒนาของกระดูกหน้าผิดรูป
 2. ปัญหาที่นิ้ว  🍄
    - เกิดภาวะผิดรูปของนิ้ว
    - เกิดการติดเชื้อ

🐞การช่วยเหลือ🐞
•ใช้การเบี่ยงเบนความสนใจ
•ควรมองหาที่สาเหตุมากกว่าพฤติกรรมการดูดนิ้ว
•ชมเชยถ้าเด็กไม่ดูดนิ้ว

🌼อาจารย์สั่งงานใบงาน เรื่องสร้างแบบสังเกตพฤติกรรม 🌼





วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2563

บันทึกการเรียนครั้งที่ 8


บันทึกการเรียนครั้งที่ 8

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2563

เวลา 13:30 - 16:30 น.



สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์เเรกที่ได้เรียน ออนไลน์เนื่องจากติดสถานการณ์โควิด-19
อาจารย์ได้มอบหมายไว้ให้ทำ ให้สังเกตพฤติกรรมของเด็กในคลิปวิดีโอว่าเราได้เรียนรู้พฤติกรรมของเด็กคนนี้อย่างไร ตรงกับเเนวคิดทฤษฎีท่านใด เด็กเรียนรู้ได้อย่างไร 
อาจารย์ให้นศ.สรุปสั้นๆ


😁จากการสังเกตคลิปนี้เด็กมีพฤติกรรมดังนี้😁
เด็กเรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบตุ๊กตายีราฟหมุนเด็กก็ทำตามพร้อมเสียงและเมื่อตุ๊กตายีราฟหยุดเด็กก็ได้หยุดตามตรงกับทฤษฏี แบนดูรา การเรียนรู้ของมนุษย์ส่วนมากเป็นการเรียนรู้โดยการสังเกตหรือการเลียนแบบ เนื่องจากมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวอยู่เสมอ




บันทึกการเรียนครั้งที่ 7


บันทึกการเรียนครั้งที่ 7

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2563

เวลา 13:30 - 16:30 น.




วันนี้อาจารย์ได้ให้นำเสนอวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กที่ได้ไปศึกษาค้นคว้ามาจากเเหล่ง ข้อมูลอินเตอร์เน็ต


กลุ่มของดิฉันได้นำเสนอวิจัย
เรื่อง ผลการเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติที่มีต่อพฤติกรรมอิทธิบาท 4 ของเด็กปฐมวัย


🌻การศึกษาระดับ : ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต

                                     🌼มหาวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ

                                                   🌻  ผู้วิจัย : สถิติมน พงษ์พัฒน์

                                                  🌼 ปีการศึกษา : 2555

🌸 บทนำ 🌸
ความสำคัญเเละความเป็นมาของปัญหาการวิจัย
1.มุ่งสอนให้คนประพฤติเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม
2.ในการทำงานต่างๆควรยึดอิทธิบาท4 เป็นหลักธรรมที่สมารถฝึกให้เด็กทำงานประสบความสำเร็จ
      2.1.ฉันทะ คือความพอใจในการงานในสิ่งที่ทำ
      2.2.วิริยะ คือใช้ความพยายามทำอย่างต่อเนื่อง
      2.3.จิตตะ คือมีสมาธิจดต่อ
      2.4.วิมังสา คือใช้ปัญญาในการดำเนินงานที่ได้รับมอบหมาย
3.ในระดับปฐมวัยมีความจำเป็นที่ควรนำหลักอิทธิบาท4 เข้ามาเสริม เเละปลูกฝังให้เด็กปฐมวัยตั้งใจทำงานได้รับมอบหมายให้สำเร็จตามอิทธิบาล4

 🍉วัตถุประสงค์ 🍉
1.เพื่อศึกษาพฤติกรรมอิทธิบาท4 ของเด็กปฐมวัยก่อน ระหว่างเเละหลังการจัดประสบการณ์การเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติ
2.เพื่อเปรียบเทียบพฤติกกรมอิทธิบาล4 ของเด็กปฐมวัยก่อนเเละหลังการจัดประสบการณ์การเล่นตามมุมประสบการณ์

🍈ขอบเขตของการวิจัย 🍈
     การวิจัยในครั้งนี้เป็นการจัดการเรียนรู้เพื่อศึกษาพฤติกรรมอิทธิบาท4 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการอล่นตามมุม ประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติ ซึ่งการจัดกิจกรรมการเล่นตามมึมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติ เป็นรูปเเบบนวัตกรรมการสอนที่ช่วยต่อยอดประสบการณ์ให้เด็กได้พบศักยภาพของตนเอง เเละเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงเพื่อนำไปสู่การพัฒนาพฤติกรรมอิทธิบาล4

🍈 ตัเเปรที่ใช้การวิจัย 🍈

🌹นิยามศัพท์เฉพาะ 🌹
1.เด็กปฐมวัยหมายถึง เด็กปฐมีวันชาย-หญิง อายุระหว่าง5-6ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปีที่2 ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา2554 โรงเรียนวัดดอนเมือง (ทหารอากาศอุทิศ) เเขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร
2.พฤติกรรมอิทธิบาล4 หมายถึง การเเสดงออกถึงความสามารถในการทำกิจกรรม
3.มุมประสบการณ์  หมายถึง สภาพเเวดล้อมการเรียนรู้ทั้งในเเละนอกหัองเรียนโดยจัดบริเวณต่างๆด้วยอุปกรณ์สื่อ วัสดุธรรมชาติที่เปลี่ยนเเปลงไปตามหน่วยการเรียนรู้จัดวางในภาชนะที่สอดคล้องกับหน่วยอย่างอิสระ
กับ
4.การเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติ หมายถึงกิจกรรมที่เด็กได้เล่นอย่างอิสระเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติอย่างอิสระกับสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ตามธรรมชาติในมุมประสบการณ์ได้ตามความสนใจของตนเอง เด็กได้เลือกวางแผน ทดลอง เล่นด้วยตนเอง การจัดกิจกรรมเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติ


🌼สมมติฐานวิจัย🌼
     หลังจากที่ได้จัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติ เด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมอิทธิบาท4 มากขึ้นงานวิจัยนี้เสนอเเนวคิดทฤษฎีทางการศึกษาพฤติกรรม
     -รุซโซ เชื่อว่า ความเข้าใจในตัวเด็ก มองเด็กมีการเจริญเติบโตเป็นขั้นตอน เเต่ละขั้นของพัฒนาการจะมีเรียงลำดับต่อเนื่องกันเด็กควรเรียนรู้จากปฏิสัมพันธ์กับสิ่งเเวดล้อมจากธรรมชาติให้เด็กเรียนรู้โดยการมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) การใช้ประสาทสัมผัส เเละการเล่น (play) ( สุชาดา นตีตานนท์.2550:17-18;อ้างอิงจาก เยาวพา เดชะคุปติ.2542:15-22)มีความสอดคล้องกับ ฟลอเบล เชื่อว่า การศึกษาปฐมวัยควรมีจุดมุ่งหมายในเรื่องความเป็นตัวเอง เนื่องจากเด็กเกิดมาพร้อมกับการสะสมความรู้เเละทักษะเเนวการจัดประสบการณ์ของฟลอเบลเน้นเรื่องการเล่นเป็นวิธีการสอนที่สำคัญ การเล่นที่เป็นรูปเเบบบเน้นกิจกรรมช่วยสร้างสรรค์ให้กับตัวเด็ก เน้นที่เด็กเเสดงความสามารถเเละสะท้อนให้เห็นวิธีการเรียน
-ดิวอี้ (Dewey. n.d) มองว่าเด็กเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แนวการจัดประสบการณ์ควรให้มีกิจกรรมการรวมกลุ่มให้ความยึดหยุ่น เพื่อที่สามารถแก้ปัญหาของสังคมไดตัวอย่างเช่น การที่ให้เด็กรู้จักเรื่องอาหารต่งๆ แทนที่จะสอนให้เด็กโดยการนำอาหารต่างๆ มาให้ดู กวรนำเด็กไปที่ร้านอาหารเพื่อให้เด็กได้เห็นชีวิตจริงๆ ในสังคม เนั้นเรื่องการเล่นและการใช้กระบวนการสอนโดยการเรียนรู้ เด็กควรมีอิสระในการสำรวจ กันพบและเล่นในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆ ทีเด็กสนใจ เน้นให้เด็กกระทำในสิ่งที่ตนสนใจ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อ เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างกระฉับกระเฉง (Actively Involved) และเด็กมีอิสรภาพในการเรียนคำพูดที่ว่า "การเรียนโดยการกระทำ (Learning by Doing)"

🍈วิธีการดำเนินวิจัย🍈
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุระหว่าง5-6ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล2 ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา2554 โรงเรียนวัดดอนเมือง (ทหารอากาศอุทิศ) เเขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง จังหวัดกรุงเทพมหานคร สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 4ห้อง เด็กปฐมวัยรวมทั้งหมดจำนวน147คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย
     กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ เด็กปฐมวัยชาย-หญิงที่มี อายุระหว่าง5-6ปี กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปีที่2 ภาคเรียนที่1 ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา2554 โรงเรียนวัดดอนเมือง (ทหารอากาศอุทิศ) เเขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง จังหวัดกรุงเทพมหานคร สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร โดยมีขั้นตอนการเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มเเบบหลยาขั้นตอนโดยการเลือกเเบบเจาะจง(Purposive sampling) มา1ห้องเรียนจาก4ห้องเรียนซึ่งเป็นห้องผู้วิจัยปฏิบัติการสอนอยู่เเล้วสุ่มอย่างง่าย ( Simple random sampling) จำนวน20คน จาก44คน เพื่อกำหนดเป็นกลุ่มทดลอง

🌻วิธีการดำเนินการวิจัย🌻

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครี่องมือในการวิจัยครั้งนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีดังนี้   
1. แผนการจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประลบการณ์ตัวยสื่อธรรมชาติ
2. แบบสังเกตพฤติกรรมอิทธิบาท 4

 ☘️การดำเนินการวิจัย☘️
การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 เป็นเวลา 8สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง วันละ 40 นาที รวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง โดยมีแผนการดำเนินการดังนี้
1. ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยอีก 2 คน ทำความเข้าใจร่วมกันในการดำเนินการจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติ เพื่อให้เด็กทั้งที่เป็นกลุ่มด้วอย่าง และไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างได้ร่วมเรียนรู้ จากกิจกรรมอย่างครบถ้วนทั้ง 44 คน โดยการให้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 20 คนโดยการติดป้ายสีส้มหมายเลขที่ 1- 20 ที่หน้าอกเสื้อ เพื่อเป็นเป้าหมายในการสังเกตพฤติกรรมและบันทึกข้อมูล โดยผู้จัยและผู้ช่วยวิจัยอีก 2 คน ส่วนเด็กที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างติดป้ายสีฟ้าหมายเลขที่ 21 - 44 ที่หน้าอกเสื้อ
2. สัปดาห์ก่อนการทดลอง (Pretest) ผู้วิจัยจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์
ด้วยสื่อปกติเวลา 09.00 - 09.40 น. ในวันอังคาร วันพุธ และวันพฤหัสบดี และทำการสังเกตพฤติกรรม
อิทธิบาท 4 ของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมอิทธิบาท 4 ร่วมกับผู้ช่วยวิจัยอีก 2 คน แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาคะแนนพื้นฐาน (Baseline) ของเด็กแต่ละคนในแต่ละด้าน
        3. ดำเนินการทดลอง โดยผู้วิจัดำเนินการตามแผนการจัดกิจกรรมการเล่นดามมุมประสบการณ์ตัวยสื่อธรรมชาติที่ผู้จัยสร้างขึ้น ในกิจกรรมเสรี ตั้งแต่เวลา 09.0 - 09.40 น. เป็นระยะเวลา 8สัปดาห์ๆ ละ 3วันๆ ละ 40 นาที่ รวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง ทำการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมอิทธิบาท 4 โดยผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยอีก 2 คน เป็นรายสัปดาห์ตั้งแต่เริ่มตันจนสิ้นสุดกระบวนการของกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติ
4. ลัปดาห์หลังการทดลอง (Posttest) ผู้วิจัยจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อปกติ เวลา 09.00 - 09.40 น. ในวันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ และวันพฤหัสบดี และทำการสังเกดพฤดิกรรมอิทธิบาท 4 ของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมอิทธิบาท 4 ร่วมกับผู้ช่วยวิจัยอีก 2 คน แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ระดับคะแนนพฤติกรรมอิทธิบาท 4 ของเด็กแต่ละคน แต่ละด้าน
5. นำคะแนนที่ได้จากการสังเกตก่อนและหลังการทดลองมาหาค่สถิติพื้นฐานของพฤติกรรมอิทธิบาท 4 แต่ละด้าน โดยวิเคราะห์หาคะแนนเฉลี่ย (M) เบี่ยงเบนมาครฐาน (SD)
6. เปรียบเทียบพฤติกรรมอิทธิบาท 4 ก่อนและหลังการทดลองเพื่อทดสอบสมมดิฐาน
โดยใช้สถิติทดสอบที่ (t-test for Dependent Samples)


🌸การวิเคราะห์ข้อมูล🌸
ในการศึกษาด้านผู้วิจัยได้สอผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
1. หาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ คะแนนเฉลี่ย (M) และคำความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) โดยใช้การคำนวณโปรแกรมสำเร็จรูป
2. วิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมอิทธิบาท 4 ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติ โดยใช้ t – test สำหรับDependent Samples โดยใช้การคำนวณโปรแกรมสำเร็จรูป

🐝สรุปผลการวิจัย🐝

ผลจากการวิจัย พบว่า หลังจากที่เด็กปฐมวัยได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นตามมุม
ประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติแล้ว เด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมอิทธิบาท 4 ดังนี้
1. การจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติเด็กปฐมวัยมี
พฤติกรรมอิทธิบาท 4 Baseline อยู่ในระดับต่ำ หลังการได้รับการจัตกิจกรรมการเล่นตามมุม
ประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติ เด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมอิทธิบาท 4 ในสัปดาห์ที่ 1 จนถึงสัปดาห์ที่ 3 คงที่อยู่ในระดับปานกลาง และเต็กปฐมวัยมีพฤติกรรมอิทธิบาท 4 ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 4 จนถึงสัปดาห์ที่ 8 อยู่ในระดับสูง 75
2. การจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์ตัวยสื่อธรรมชาติเด็กมีพฤติกรรรมอิทธิบาท 4 เมื่อเปรียบเทียบกับ Baseline พบว่เด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมอิทธิบาท 4 ดีขึ้นกว่า ระยะBaeline ตั้งแต่สัปดาห์ที่1 จนถึงสัปตาห์ที่ 8 อย่างมีนับสำคัญทางสถิติที่.0
3. การจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบกริบรณ์ด้วยสื่อธรรมชาติ ทำให้เด็กมีพฤติกรรมอิทธิบาท 4 โดยรวมและรายค้นคือ ด้านฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสาสูงขึ้นกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลจากการวิจัย พบว่า หลังจากที่เด็กปฐมวัยได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นตามมุม
ประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติแล้ว เด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมอิทธิบาท 4 ดังนี้

 🌸ข้อเสนอแนะ🌸
1. การจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติ ครูควรคำนึงถึงกิจกรรมที่ให้เด็กทำ ต้องมีการวางแผนการจัดกิจกรรมตามขั้นตอนในการเล่น ข้อตกลงในการเล่น ทั้งนี้ เพื่อให้สเกิดความเข้าใจตรงกัน
2. การจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประบการณ์ด้วยสื่อรรมชาติ ควรมีการเปลี่ยนแปลงสื่อในแต่ละสัปดาห์ให้สอดคล้องกับหน่วยการสอน และให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดเตรียมสื่ออุปกรณ์ เพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจ และเกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตนเองมากขึ้น
3. การจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์ ครูไม่ควรเข้าไปกำหนดวิธีการเล่นให้กับเด็ก แต่ควรเป็นเพียงผู้ชี้แนะ และให้ความช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการเท่านั้น
4 ครูมีบทบาทในการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริม ฝึกฝน พฤติกรมที่ดีงามให้กับเด็ก
5. จากผลการวิจัยพบว่าการจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์ตัวยสื่อธรรมชาติเด็กมีพฤติกรรมอิทธิบาท 4 ดีขึ้นอย่งต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่ากิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติ สามารถพัฒนาพฤติกรรมอิทธิบาท 4 ได้
6. ในการเป็นครูนักวิจัยต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับเด็กทั้งห้องเรียน ควรจัดกิจกรรมที่คลอบคลุมเด็กปฐมวัยทั้งห้อง

ศึกษาค้นคว้าจาก : https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/50474/41748

🐞สะท้อนองค์ความรู้🐞
- การจัดกิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์ด้วยสื่อธรรมชาติ ทำให้เด็กมีพฤติกรรม 
- อิทธิบาท 4 โดยรวมและรายด้าน คือ ต้านฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา สูงขึ้นกว่าก่อนการจัด กิจกรรมการเล่นตามมุมประสบการณ์ตัวยสื่อธรรมชาติ
- ทำให้เราต้องฝึกฝนตนเอง เพื่อจะเข้าใจและเข้าถึงหลักธรรมที่ก่อกำเนิดการพัฒนาตนเอง






บันทึกอนุทินครั้งที่ 6


บันทึกการเรียนครั้งที่ 6

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563

เวลา 13:30 - 16:30 น.



เนื้อหาที่เรียน
สรุปบทความของตัวเองเรื่อง ดูดนิ้ว
การดูดนิ้วในเด็กขวบปีแรก ถือเป็นเรื่องธรรมชาติค่ะ ยังไม่เป็นพฤติกรรมผิดปกติ เพราะการที่เขาดูดนิ้วก็เพื่อต้องการสื่อสารหรือแสดงออกว่าเขาต้องการอะไรดังนั้น ต้องสังเกตว่าลูกมีการดูดนิ้วตอนไหน ดูดเวลามีอารมณ์อย่างไร เพื่อคุณพ่อคุณแม่จะได้รู้ว่าเขาต้องการอะไรและสามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสม แต่ถ้าไม่มีการตอบสนองที่ดี ปล่อยให้ลูกดูดนิ้ว เพราะคิดว่าดูดแล้วไม่ร้อง อาจมีปัญหาตามมาได้นะคะ

ดูดนิ้วแบบไหน ผิดปกติ
ถ้าลูกดูดนิ้วบ่อย ต้องการอะไรก็ดูดนิ้ว โดยเฉพาะถ้าเป็นวัย 5-6 เดือนไปแล้ว ที่ลูกน้อยสามารถออกเสียงอ้อแอ้ บอกความต้องการได้ แต่ลูกกลับใช้วิธีการดูดนิ้วอย่างเดียว ก็ควรเริ่มแก้ไข และสังเกตพฤติกรรมของลูกให้มากขึ้น เพราะถ้าปล่อยไว้ จะทำให้เขาติดดูดนิ้วไปเรื่อยๆ
ที่มา:https://www.rakluke.com/article/24/121/3553/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7?fbclid=IwAR36OdXchin9tBAwNVfaQTYbpliRHamqhaZhLaVNEWCrqfIALmJj0ftP2ug

สรุปบทความเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยของเพื่อน

เรื่องแก้ปัญหาเด็กเลือกกิน 
(น.ส.วิลัยพร ไชยสุระ)
วิธีการ
1. กินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตา
เวลาอาหารถือเป็นเวลาที่อบอุ่นสำหรับครอบครัว การได้กินอาหารพร้อมกันเป็นการสร้างบรรยากาศที่ลูกจะซึมซับความอบอุ่น มีโอกาสได้พูดคุยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ลูกอาจได้รับเสียงชมและเชียร์เวลาที่กินข้าวได้หลายคำ นอกจากนี้ควรให้เด็กได้มีส่วนร่วม ทำให้เด็กรู้สึกสนุกไปกับการกินด้วย เช่น ให้ลูกช่วยหยิบช้อน หรือจัดโต๊ะอาหาร เตรียมน้ำดื่ม
2. ควรกินอาหารเป็นเวลา
ตามมื้ออาหาร อย่างสม่ำเสมอจนเกิดความเคยชิน เพราะจะทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่าเวลานี้คือเวลาที่ต้องกินข้าวแล้ว และระหว่างกินอาหารไม่ควรทำสิ่งอื่น เช่น เปิดโทรทัศน์ไปด้วย หรือเล่นมือถือ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวดึงความสนใจของเด็กออกจากอาหาร
3. จำกัดปริมาณให้พอเหมาะ
การเตรียมอาหารให้มีขนาดชิ้นเล็กพอดีคำ เคี้ยวง่าย ก็สำคัญ เพราะอาหารที่มีขนาดใหญ่เกินไป หรือปริมาณเยอะไป อาจทำให้เด็กไม่อยากกินเพราะกลัวกินไม่หมด เวลาที่จะตักอาหารให้ลูกจึงควรตักแต่น้อย หากยังไม่อิ่มค่อยตักเพิ่มทีละน้อย เพื่อให้เขากินหมดได้ เมื่อเขากินหมดได้ก็จะเกิดความภูมิใจ
4. ปรับเปลี่ยนเมนูบ้าง
การจะฝึกให้ลูกกินอาหารชนิดใหม่ ๆ ควรจะค่อย ๆ เริ่มทีละน้อย และเวลาที่ให้ลูกกินควรบอกลูกว่า สิ่งนี้ชื่ออะไร อาจจะใช้ตัวละครในนิทานมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับอาหารหรือผลไม้ที่กำลังจะกินนั้น ๆ ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญไม่ควรให้ลูกกินแต่อาหารเดิม ๆ เพราะนอกจากจะทำให้เบื่อแล้ว อาจจะได้สารอาหารไม่ครบถ้วน ซึ่งเด็กควรได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ในแต่ละวัน
5. พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก
เพราะลูกจะเลียนแบบพ่อแม่ทุกเรื่องแม้กระทั่งเรื่องกินก็เช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วถ้าพ่อแม่กินอะไรหรือไม่กินอะไร ลูกก็จะมีพฤติกรรมการกินในแบบเดียวกัน ดังนั้นหากอยากให้ลูกเป็นเด็กกินง่ายไม่เลือกกิน คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีโดยการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ สิ่งไหนที่ไม่อยากให้ลูกกินก็ไม่ควรกินให้ลูกเห็น เช่น ลูกกวาด น้ำอัดลม หรือขนมถุงต่าง ๆ เพราะลูกจะไม่เข้าใจว่าทำไมเขากินไม่ได้ แต่พ่อแม่กินได้

👶เรื่องเมื่อลูกโมโหร้าย หงุดหงิด อาละวาด ทำไงดี👶
(น.ส.กังสดาล สังวรสินธุ์)

เด็กน้อยวัย 3 ปีขึ้นไป จะมีพัฒนาการด้านอารมณ์ที่ชัดเจนมากมีความเป็นตัวของตัวเองสูง และมีการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการอะไร ชอบอะไรหรือไม่พอใจอะไรแน่นอนว่าบางครั้งเด็กน้อยที่อยู่ในวัยนี้ต้องมีอารมณ์โมโห หงุดหงิด ยามไม่ได้ดั่งใจกันแน่ๆ ซึ่งหากเมื่อลูกอาละวาดหรือลงไปชักดิ้นชักงอ สิ่งที่คุณพ่อและคุณแม่ควรทำมากที่สุดคือ ห้ามแสดงอาการโกรธลูก ทำสีหน้าแสดงความไม่พอใจ หรือตอบโต้ด้วยอารมณ์ แต่ให้คุณพ่อและคุณแม่พยายามสูดหายใจเข้า-ออก ลึกๆ ใจเย็นๆ นับ 1-10 เอาไว้
เรื่องการฝึกพฤติกรรมและแก้ไขการพูดในเด็ก
(น.ส.ธนาภรณ์​ วงศ์คำหาญ)
ปัญหาเรื่องการพูดของลูกน้อยนับเป็นปัญหาที่คุณแม่สามารถสังเกตได้ง่าย เช่น ลูกพูดช้า พูดไม่ชัด พูดภาษาแปลกๆ หรือลูกไม่พูด และเพื่อให้ได้รับคำอธิบายที่ถูกต้อง คุณแม่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขการพูดซึ่งจะช่วยบำบัดรักษาและแก้ไขการพูดหรือความบกพร่องที่เกิดจากการใช้อวัยวะในการพูดหรือความบกพร่องทางสมองซึ่งมีดังนี้
1. ปัญหาด้านภาษา
ปัญหาด้านภาษาในเด็กที่พบบ่อย ได้แก่ ปัญหาพัฒนาการด้านภาษาล่าช้า สังเกตได้จากการที่เด็กไม่ทำตามคำสั่ง หรือบางครั้งก็ทำ บางครั้งก็ไม่ทำ นอกจากนี้ เด็กในกลุ่มนี้อาจมีปัญหาด้านพฤติกรรมด้วย เช่น ใจร้อน รอคอยไม่ได้ อารมณ์ร้าย เมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็อาละวาด ซึ่งปัญหาทั้งสามอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันได้
2. ปัญหาด้านพฤติกรรม
ปัญหาด้านพฤติกรรมมักเป็นปัญหาเรื่องความไม่นิ่งของเด็ก ทำให้มีผลกระทบต่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะในช่วงก่อนวัยเรียน ช่วงวัยนี้พัฒนาการของเด็กจะดำเนินไปอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นการช่วยเหลือเด็กให้สามารถพัฒนาได้ตามศักยภาพของเขาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
3. ปัญหาด้านการพูด
เด็กที่มีความบกพร่องทางอวัยวะที่ใช้พูด เช่น เด็กปากแหว่งเพดานโหว่ เด็กที่มีเส้นยึดใต้ลิ้นสั้นกว่าปกติ เด็กที่มีปัญหาด้านการได้ยิน ภาวะอาการดังกล่าวทำให้เด็กมีปัญหาด้านการพูดได้ เช่น พูดช้า พูดไม่ชัด
😂เรื่องลูกงอแงไม่อยากไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ทำอย่างไรดี😂
นายณัฐวุฒิ บุรินทร์สุวรรณ

วิธีแก้ปัญหาลูกงอแงไม่อยากไปโรงเรียน

1. คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรแสดงอาการวิตกกังวล แต่ให้นิ่ง ๆ แสดงออกอย่างมั่นคงและอ่อนโยน ให้ลูกรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือเรื่องที่น่ากลัวอะไร
2. คุณพ่อคุณแม่ควรไปรับส่งลูกด้วยตัวเอง เพื่อให้เขารู้สึกมั่นคง ปลอดภัย
3. คุณพ่อคุณแม่อาจชวนลูกคุยให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ขณะแต่งตัวไปโรงเรียน โดยอาจบอกลูกถึงเหตุผลที่ต้องไปโรงเรียนให้เด็ก ๆ ทำความเข้าใจ
4. เมื่อไปถึงโรงเรียนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรบอกเวลาที่จะมารับเขาให้ชัดเจน ด้วยน้ำเสียงมั่นคง และควรมาตามสัญญาเสมอ